ปิด
 

ไม่พบผลการค้นหาคำว่า "" กรุณาลองใหม่อีกครั้ง

 

เปลี่ยนน้ำตาเมื่อมองบิลค่าไฟ เป็นเซฟเงินในกระเป๋า ด้วยเทคนิคประหยัดไฟง่ายๆ

03 May 2020

เปลี่ยนน้ำตาเมื่อมองบิลค่าไฟ เป็นเซฟเงินในกระเป๋า
ด้วยเทคนิคประหยัดไฟง่ายๆ

ช่วงนี้หลายคนกำลังเผชิญกับปัญหาค่าไฟฟ้าแพงจนเครียดกันเป็นแถวอยู่แน่ๆ แต่รู้หรือไม่ว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูง มีด้วยกันหลายอย่าง สาเหตุหลักๆ ก็อย่างเช่น มาจากจำนวนชั่วโมงในการใช้งาน  อุณหภูมิที่สูงขึ้นทุกปีจนทำให้ส่งผลต่อการทำงานหนักของเครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าเราอาจเก่าเต็มที่แล้ว
.
และก็อย่างที่   "การไฟฟ้านครหลวง"   และ   "การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค"   ได้ออกมาให้คำตอบกับประชาชนถึงสาเหตุที่ทำให้ค่าไฟแพงในช่วงนี้ไปแล้วว่า การไฟฟ้ามีการคิดคำนวณ "ค่าไฟแบบอัตราก้าวหน้า" โดยมีตัวแปรสำคัญก็คือ "หน่วยไฟฟ้าที่ใช้"  ก็คือการไฟฟ้าจะคิดค่าไฟเป็นขั้นบันได  หากใช้ไฟฟ้ามากขึ้นก็จะถูกนำไปคิดราคาในช่วงหน่วยไฟฟ้าที่สูงขึ้น ค่าไฟจึงแพงแบบก้าวกระโดดนั่นเอง
.
บทความนี้เราจะมาแชร์ทริคเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถประหยัดค่าไฟและเซฟเงินกระเป๋าได้ มาฝากกันครับ

 

 

ใช้แผงโซลาร์เซลล์ ทำให้เซฟเงินในกระเป๋าได้จริงไหม

เรื่องฮิตทุกหน้าร้อน มักจะมีคำพูดที่ว่า “หากค่าไฟแพง ก็ติดโซลาร์เซลล์สิ จะได้ประหยัดค่าไฟ” วันนี้เราจะมาคำนวนค่าไฟจากแผงโซล่าร์เซลล์กัน

เริ่มจากเราควรต้องรู้ความต้องการใช้ไฟฟ้าในแต่ละวันและสถานที่ติดตั้ง จึงสามารถคำนวณส่วนประกอบของระบบได้ ยกตัวอย่างว่า เราต้องการโซล่าร์เซลล์กำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ 10.00 kW. การลงทุนค่าอุปกรณ์ และติดตั้งโดยประมาณ : 400,000 บาท สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 40 หน่วย/วัน  เราจะประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึงมูลค่า 5,400 บาท/เดือน (คำนวนด้วยราคาค่าไฟ 4.5 บาท/หน่วย*) ระยะเวลาคืนทุน 6 ปี ซึ่งถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุนแต่จะใช้เวลาอย่างเร็วที่สุดคือ 6 ปี ในการคืนทุน ซึ่งตัวอย่างการคำนวนที่กล่าวมาในข้างต้นไม่ได้รวมว่าฤดูไหนแสงแดดไม่พออาจจะผลิตไฟฟ้าไม่ได้ เพราะฉะนั้นหากจะติดแล้วคิดว่าจะเซฟเงินในกระเป๋าเลย คือไม่เซฟแน่นอน แต่หากติดไว้เพื่ออนาคต ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจแน่นอนครับ

 

 

มิเตอร์ไฟฟ้าแบบ 5 แอมป์ เมื่อใช้ 3 หม้อ กับ15แอมป์หม้อเดียว แบบไหนกินไฟมากกว่ากัน? 
อาจเป็นที่สงสัยกันว่า มิเตอร์ไฟฟ้ามีทั้งแบบ 5 แอมป์ และแบบ 15 แอมป์ หากเราใช้มิเตอร์ไฟฟ้าแบบ 5 แอมป์ 2 หม้อ น่าจะประหยัดกว่า คำตอบคือ “ไม่จริงครับ” เมื่อพิจารณาที่การใช้ไฟเท่ากัน มิเตอร์ตัวเล็ก (5/15A) หนุมเร็ว แต่มิเตอร์ตัวใหญ่ (15/45A) ที่หนุนช้ากว่า   โดยมิเตอร์ 5แอมป์ ถ้าจานหมุนครบ 1200 รอบ เจ้าตัวเลขจะเลื่อน 1 หน่วย   ส่วนขนาด15 แอมป์ ถ้าจานหมุนครบ 400 รอบ จะเลื่อนหนึ่งหน่วย แม้จะหมุนช้ากว่า 5 แอมป์ ถึง 3 เท่า 400 รอบเองก็เสียค่าไฟ 1 หน่วยแล้ว ดังนั้นมิเตอร์เล็กหรือใหญ่ขึ้น ค่าไฟจะเท่าเดิมครับ เพียงแต่ หากบ้านติดมิเตอร์ 5แอมป์นั้น หากใช้เครื่องปรับอากาศ 2 ตัวพร้อมกัน ในมิเตอร์เดียวกัน มิเตอร์จะมีขนาดเล็กเกินไปอาจะทำให้ไฟฟ้าดับทั้งบ้านหรือลัดวงจรได้

 

 

ปิดเครื่องทำน้ำอุ่นประหยัดไฟได้จริงไหม?

ข้อนี้จริงแท้แน่นอนเลยครับ แต่ขออธิบายคร่าวๆ สักนิดว่าเครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้าสามารถแบ่งตามลักษณะของการใช้งานได้ 2 ประเภท คือ 1. เครื่องทำน้ำอุ่นแบบทำน้ำอุ่นได้จุดเดียว  2. เครื่องทำน้ำอุ่นแบบทำน้ำอุ่นได้หลายจุด แบบที่ 2 นี้จะสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้ามากกว่าแบบจุดเดียว  โดยการใช้อย่างประหยัดพลังงานควรพิจารณาเลือกเครื่องทำน้ำอุ่นให้เหมาะสมกับการใช้เป็นหลัก เช่น ต้องการ ใช้น้ำอุ่นเพื่ออาบน้ำเท่านั้นก็ควรจะติดตั้งชนิดทำน้ำอุ่นได้จุดเดียว และ ควรเลือกใช้เครื่องทำน้ำอุ่นที่มีถังน้ำภายในตัวเครื่องและมีฉนวนหุ้ม เพราะช่วยลดการใช้พลังงานได้ร้อยละ 10-20 สุดท้ายเมื่อไม่ได้ใช้งานแนะนำให้ปิดวาล์วน้ำและสวิตซ์ทันที เครื่องจะได้หยุดการทำงานและช่วยเซฟค่าไฟได้ด้วยนะครับ

 

 

ใช้หลอดไฟแบบไหนดี ถึงเซฟเงิน?

สำหรับหลอดไฟที่สามารถช่วยประหยัดไฟฟ้าได้นั้น ต้องดูด้วยกันหลายปัจจัย แต่ที่นิยมใช้กันในปัจจุบันคือ หลอดไฟ LED  ที่เป็นหลอดไฟแบบใหม่ที่กำลังเข้ามาแทนที่หลอดประหยัดไฟหรือหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่เราคุ้ยเคยกันดี เนื่องจากหลอดไฟ LED   มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าหลอดไฟประเภทอื่นถึง 15,000 ชั่วโมง   ใช้พลังงานวัตต์น้อยแต่ให้ประสิทธิภาพการส่องสว่างมาก ที่สำคัญไม่มีรังสียูวีที่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง 

นอกจากนั้นการเลือกโทนแสงสว่างให้เหมาะสมกับการใช้งานก็จะช่วยให้ประหยัดไฟได้อีกด้วย โดยค่าความสว่างจะมีหน่วยเป็น Lumen (lm) เราสามารถดูค่านี้ได้จากบรรจุภัณฑ์ ยิ่งค่า (lm)  มาก ความสว่างก็จะมากขึ้น ส่วนจำนวนวัตต์ จะเป็นการบอกถึงกำลังในการกินไฟ เช่น หลอดไส้ขนาด 60 วัตต์ จะให้แสงสว่าง 600 (lm) แต่เมื่อเทียบกับหลอดไฟ LED ที่ได้มาตรฐานจะให้ความสว่างเท่ากัน แต่จะกินไฟเพียง 7 วัตต์ เป็นต้น ดังนั้นหลอดไฟจะประหยัดไฟมากน้อยเพียงใด ต้องสังเกตทั้งจากจำนวนวัตต์ ค่าความสว่าง อายุการใช้งานของหลอดไฟ ไปจนถึงประเภทของโทนสีหรืออุณหภูมิสีของแสงให้เหมาะกับการใช้งานด้วยเช่นกัน ซึ่งจำแนกออกเป็น Day Light ให้แสงสีขาวอมฟ้า ใกล้เคียงกับแสงธรรมชาติในตอนกลางวัน, Warm White ให้แสงสีแดงอมส้มหรือขาวออกเหลือง เหมาะกับสร้างบรรยากาศให้อบอุ่น   และ Cool White สีขาวโทนเย็น ดูแล้วสบายตา

 

 

ทำงานที่บ้าน ควรเปิดปิดคอมอย่างไรไม่ให้ไฟไหล?

ช่วงนี้หลายคน ก็ Work from Home หนีเจ้าโควิดตัวร้ายกัน จนค่าไฟพุ่งกันใช่ไหม เรามีวิธีช่วยคุณได้ เริ่มจากตั้งเวลาการทำงานของตัวเอง ควรมีเวลาปิดคอมพิวเตอร์ช่วงพักและหลังใช้การงานที่ยาวๆ หรือตั้งค่าปิดหน้าจออัตโนมัติ sleep mode การทำงานของโหมดนี้ จะหยุดพักทุกๆ การทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมด และเครื่องจะเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน โดยจะจ่ายไฟให้อุปกรณ์ส่วนต่างๆ ภายในเครื่องน้อยลง อีกอย่างที่ไม่ควรลืมทำเลยก็คือถ้าแบตฯ โน้ตบุ๊กเต็มแล้วก็ดึงปลั๊กออกบ้าง เนื่องจากโดยเฉลี่ย โน้ตบุ๊กเครื่องหนึ่งจะสามารถใช้ได้โดยอาศัยแค่แบตเตอรี่ประมาณ 3-4 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาที่คุณสามารถหยัดไฟฟ้าได้   และถ้ารวมเป็นรายสัปดาห์ที่คุณทำงาน 5 วัน เท่ากับว่าคุณจะหยัดการไฟจากโน้ตบุ๊กถึง 20 ชั่วโมง ต่อ 1 สัปดาห์  

 

 

ซัก ตาก  รีด  ใน 1 เดือนเท่าไหร่ดี?

เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าง เครื่องซักผ้าและเตารีด นับว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานสูง ฉะนั้นถ้าอยากเซฟเงินในประเป๋า ควรซักผ้าทีละเยอะๆ วิธีง่ายๆ เลยก็คือลองแบ่งวันซักผ้าในแต่ละอาทิตย์ไว้ให้ดี เช่น ใน 1 สัปดาห์ ควร ซักผ้า 1-2 ครั้ง หรือ ซักผ้า 4 ครั้งต่อ 1 เดือน เพราะการซักผ้าครั้งละน้อยชิ้นนอกจากทำให้เปลื้องไฟแล้วยังทำให้เปลื้องน้ำด้วยเช่นกัน หากอยากซักบางชุดที่ต้องรีบใส่ 2-3 ชิ้น แนะนำให้ซักผ้าด้วยมือ 

 

เช่นเดียวกับการการรีดผ้า ควรรีดครั้งละหลายๆ ชุด สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง / ครั้งละไม่เกิน 1 ชั่วโมงกำลังดี จะช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า ที่สำคัญอย่าพรมน้ำมากเกินไป เพราะยิ่งทำให้เตารีดต้องใช้พลังงานเยอะ และควรรีดผ้าชิ้นหนาๆก่อน จากนั้นจึงค่อยรีดผ้าชนิดบาง ซึ่งประมาณ 3-4 นาทีสุดท้ายที่รีดผ้าบาง สามารถถอดปลั๊กออกก่อนได้ แถมยังรีดผ้าบางๆ ที่ไม่ต้องการความร้อนมากนักอย่าง ผ้าเช็ดหน้าได้อีกด้วย

 

 

อยากประหยัดไฟตู้เย็นง่ายๆ แต่ได้ผล ทำอย่างไรดี?

เจ้าตู้เย็นเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องเสียบปลั๊ก เพื่อคงการทำงานอยู่ตลอดเวลา ทำให้ตู้เย็นเป็นอีกหนึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟที่สุด เพราะต้องควบคุมความเย็นตลอด 24 ชั่วโมง แต่มันก็มีวิธีลดค่าใช้จ่ายจากการกินไฟของตู้เย็นอยู่เหมือนกัน เริ่มด้วยการเลือกตู้เย็นที่มีขนาดพอเหมาะสำหรับครอบครัว เช่น อยู่กัน 4-5 คน ก็ควรจะใช้ตู้เย็นขนาด 4-5 คิวบิคฟุต และควรเลือกซื้อตู้เย็นประตูเดียว เนื่องจากตู้เย็น 2 ประตู จะกินไฟมากกว่า เพราะต้องใช้ท่อน้ำยาทำความเย็นที่ยาวกว่า และใช้คอมเพรสเซอร์ขนาดใหญ่กว่า พอได้ตู้เย็นมาก็ควรจัดวางตู้เย็นให้อยู่ในที่เหมาะสม คืออากาศถ่ายเท ให้แผงความร้อนหลังตู้เย็นห่างกับผนังอย่างน้อยประมาณ 6 นิ้ว และอย่าตั้งตู้เย็นไว้ใกล้บริเวณต้นกำเนิดความร้อน อาทิ เตาแก๊ส เตาหุงข้าว

 

ในส่วนการใช้ตู้เย็นอย่างไรให้ประหยัดไฟ วิธีง่ายๆ เลยก็คือ อย่านำอาหารที่ร้อนหรือยังอุ่นแช่ในตู้เย็น ไม่ควรเปิดตู้เย็นบ่อยๆ หรือเปิดประตูตู้เย็นค้างไว้เป็นเวลานานๆ เพราะทำให้ตู้เย็นทำงานหนัก   ที่สำคัญควรจัดระเบียบตู้เย็น โดยไม่ควรแช่ของจนแน่นเกินไป เพราะความเย็นจะไหลเวียนไม่สะดวก และตามหลักการทั่วไปควรตั้งสวิตช์ควบคุมอุณหภูมิของตู้เย็นให้เหมาะสม ในอุณหภูมิ 3-6 องศาเซลเซียส ส่วนช่องแช่แข็งตั้งอุณหภูมิประมาณ – 15 หรือ -18 องศาเซลเซียส ถ้าตั้งไว้เย็นกว่าที่กำหนด 1 องศาเซลเซียส จะสิ้นเปลืองไฟเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25

 

 

จะใช้แอร์ ล้างแอร์ อย่างไรเพื่อประหยัดไฟฟ้า?

อย่างแรกเลยคือควรรู้ว่าอายุการใช้ของแอร์เราผ่านมากี่ปีแล้ว เพราะหากแอร์เก่าเกินกว่า 15 ปี จะทำให้คุณเสียทั้งเงินซ่อมบำรุงและค่าไฟแน่ๆ เนื่องจากคอมเพรสเซอร์แอร์จะทำงานหนักมีการดึงไฟฟ้ามาใช้งานจนเกินกำลัง ทำให้ค่าไฟพุ่งสูงขึ้นได้ ข้อต่อมาคือ ตำแหน่งการติดตั้งแอร์ก็สำคัญ ควรเป็นพื้นที่โล่ง ไม่มีสิ่งของบังทางลม พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นมุมอับ หรือบริเวณที่จะโดนแสงแดดจัด เพราะจะทำให้เครื่องทำงานหนัก เนื่องจากจะทำให้ความร้อนภายนอกไหลเข้ามาแทนที่อากาศภายในได้ง่าย ส่วนเรื่องอุณหภูมิ 25 องศา เป็นอุณหภูมิที่จะช่วยประหยัดไฟได้มากที่สุด แต่หากข้างนอกอากาศร้อนจัดไม่ควรเปิดแอร์หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ สามารถเปิดได้ที่อุณหภูมิ 28 องศา พร้อมกับเปิดพัดลมช่วยให้อากาศภายในเย็นขึ้นได้

 

นอกจากนี้เรื่องการดูแลเครื่องปรับอากาศหรือการล้างแอร์อย่างสม่ำเสมอ ก็จะยิ่งช่วยประหยัดไฟได้เช่นกัน ทั้งนี้การทำความสะอาดแอร์ควรทำอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง ทั้งคอยล์เย็นและคอยล์ร้อนที่ตั้งอยู่ภายนอกห้อง แต่ควรเรียกหาช่างผู้ชำนาญ เพื่อยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานยิ่งขึ้น

Copyright © 2016-2020, Golden Land Property Development PLC. All Rights Reserved.